คู่มือฉบับย่อ: การเปลี่ยนอาหารสุนัขและแมวอย่างถูกวิธี
นายสัตวแพทย์รพีพัฒน์ โพบุคดี
ทำไมต้องเปลี่ยนอาหารอย่างช้าๆ?
สวัสดีครับ เจ้าของสัตว์เลี้ยงทุกท่าน! ในฐานะสัตวแพทย์ เราเข้าใจดีว่าการเลือกอาหารที่ดีที่สุดให้เพื่อนซี้ขนฟูนั้นสำคัญแค่ไหน แต่ที่สำคัญไม่แพ้กันคือ “วิธีการเปลี่ยนอาหาร”
ความผิดพลาดที่พบบ่อย:
เจ้าของหลายท่านอาจเปลี่ยนอาหารจากยี่ห้อเก่าไปยี่ห้อใหม่ทันที หรือเปลี่ยนรสชาติอย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้สัตว์เลี้ยงเกิดอาการไม่สบายท้อง
ผลที่ตามมา:
- ในสุนัข: ท้องเสีย, อาเจียน, ท้องอืด
- ในแมว: อาเจียน, ท้องเสีย, หรือการปฏิเสธอาหาร
เหตุผลทางวิทยาศาสตร์ (Gut Health):
กระเพาะอาหารและลำไส้ของสุนัขและแมวเต็มไปด้วยจุลินทรีย์ (Gut Microbiota) นับล้านล้านตัวที่ช่วยย่อยอาหาร จุลินทรีย์เหล่านี้มีความจำเพาะกับอาหารที่สัตว์กินอยู่ การเปลี่ยนอาหารใหม่ทันที เปรียบเหมือนการโยน “สารตั้งต้น” ใหม่เข้าไปอย่างกะทันหัน ทำให้จุลินทรีย์ชุดเดิมปรับตัวไม่ทัน ก่อให้เกิดแก๊ส การอักเสบ และอาการท้องเสียได้
หัวใจสำคัญ: ให้เวลาแก่ระบบย่อยอาหารของสัตว์เลี้ยงในการปรับตัว โดยเฉพาะการสร้างเอนไซม์ย่อยอาหารใหม่ๆ
แผนผังการเปลี่ยนอาหารที่ปลอดภัยที่สุด (7-10 วัน)
วิธีการที่ผู้เชี่ยวชาญแนะนำคือ “การผสมอาหารแบบค่อยเป็นค่อยไป” โดยใช้เวลาอย่างน้อย 7 วัน สำหรับสัตว์เลี้ยงที่ระบบย่อยอาหารบอบบาง หรือมีปัญหาท้องเสียบ่อยๆ แนะนำให้ใช้เวลา 10-14 วัน หรือมากกว่า
ตารางการเปลี่ยนอาหารมาตรฐาน (7 วัน)


เคล็ดลับจากสัตวแพทย์:
- อย่ารีบร้อน: หากสัตว์เลี้ยงมีอาการท้องเสียแม้แต่วันเดียว ให้คงสัดส่วนเดิมไว้จนกว่าอุจจาระจะกลับมาเป็นก้อนปกติ จึงค่อยเริ่มเพิ่มสัดส่วนอาหารใหม่ต่อ
- ใช้ Probiotics: การให้โปรไบโอติกเสริมในช่วงเปลี่ยนอาหารจะช่วยเสริมสร้างจุลินทรีย์ที่ดี ทำให้การปรับตัวราบรื่นและลดโอกาสท้องเสียได้
การเปลี่ยนอาหารในลูกสัตว์ (Puppies & Kittens)
ช่วงชีวิตของลูกสัตว์มีการเปลี่ยนอาหารที่สำคัญ 2 ช่วง ซึ่งต้องดูแลเป็นพิเศษ
- การหย่านม (Weaning): อายุ 3-8 สัปดาห์
- ลูกสุนัข: ควรเริ่มให้กินอาหารเม็ดสำหรับลูกสุนัขที่แช่น้ำหรือนม ทดแทนจนนิ่มเป็นโจ๊ก (Slurry) ค่อยๆ ลดปริมาณน้ำลงใน 3-4 สัปดาห์
- ลูกแมว: อาจใช้เวลาหย่านมเร็วกว่า โดยเริ่มให้อาหารเปียกหรืออาหารเม็ดแช่น้ำ จากนั้นค่อยๆ เปลี่ยนเป็นอาหารเม็ดแห้ง
- เปลี่ยนจากอาหารลูกสัตว์เป็นอาหารสำหรับสุนัข/แมวโต
อาหารลูกสัตว์มีพลังงานและสารอาหาร (เช่น โปรตีน, แคลเซียม) สูงมาก เพื่อรองรับการเจริญเติบโต การให้กินต่อเมื่อโตเต็มที่แล้วจะทำให้อ้วนและเป็นอันตรายต่อกระดูก


คำเตือน: สุนัขพันธุ์เล็กและแมวจะโตเต็มที่เร็วกว่า การเปลี่ยนไปกินอาหารสำหรับสุนัข/แมวโตเมื่ออายุ 9-12 เดือน จะช่วยควบคุมน้ำหนักและป้องกันภาวะโภชนาการเกินได้
ข้อควรระวังเฉพาะในสุนัข/แมวสายพันธุ์เล็ก
สุนัขและแมวสายพันธุ์เล็กมีความต้องการพิเศษที่ต้องคำนึงถึงในการเปลี่ยนอาหาร
สำหรับสุนัขสายพันธุ์เล็ก (เช่น ชิวาวา, ปอมเมอเรเนียน)
- เม็ดอาหารต้องเล็ก: เม็ดอาหารใหม่ต้องมีขนาดเล็กพอดีกับช่องปาก เพื่อส่งเสริมการเคี้ยวและลดความเสี่ยงฟันผุ
- พลังงานสูง: สุนัขเล็กมีอัตราการเผาผลาญสูงมาก (ต้องกินบ่อย) การเปลี่ยนอาหารที่ไม่ถูกใจจนทำให้สัตว์ปฏิเสธการกิน อาจเสี่ยงต่อภาวะ น้ำตาลในเลือดต่ำ (Hypoglycemia) ได้ โดยเฉพาะในลูกสุนัข
สำหรับแมว (ทุกสายพันธุ์)
- ความจู้จี้เรื่องอาหาร (Neophobia): แมวมีแนวโน้มที่จะชอบรสชาติเดิมๆ การเปลี่ยนอาหารต้องใช้ความอดทนสูงกว่าสุนัขมาก อาจต้องใช้เวลาถึง 14-21 วัน
- กลิ่นและรสชาติ: แมวใช้กลิ่นนำในการตัดสินใจกินอาหาร การผสมอาหารเม็ดเก่ากับอาหารเปียกใหม่ หรือการอุ่นอาหารเปียกเล็กน้อย (อุณหภูมิร่างกายเหยื่อ) จะช่วยกระตุ้นความอยากอาหารได้
สำคัญมาก: หากแมวปฏิเสธอาหารใหม่เกิน 24-36 ชั่วโมง ควรรีบปรึกษาสัตวแพทย์ทันที เพราะการอดอาหารในแมวเป็นอันตรายต่อตับ
เมื่อไหร่ควรปรึกษาสัตวแพทย์?
สัญญาณอันตราย (หยุดและปรึกษาแพทย์ทันที):
- อาเจียน: อาเจียนติดต่อกันมากกว่า 2 ครั้ง หรือมีเลือดปน
- ท้องเสียรุนแรง: ท้องเสียเป็นน้ำ มีมูกเลือด หรือมีอาการอ่อนเพลียร่วมด้วย
- ปฏิเสธอาหาร: ไม่กินอาหารเลยเกิน 2 วันในสุนัข หรือเกิน 1 วันในแมว
- อาการแพ้: มีผื่นแดง คัน หูอักเสบ หรือหน้าบวม (ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนโปรตีนในอาหาร)
การเปลี่ยนอาหารใหม่ไม่ควรเป็นเรื่องที่น่ากลัว แต่เป็นโอกาสที่เราจะมอบโภชนาการที่ดีที่สุดให้กับสัตว์เลี้ยงของเรา การวางแผนที่ดี การสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด และการปรึกษาสัตวแพทย์เมื่อมีข้อสงสัย จะช่วยให้การเปลี่ยนอาหารเป็นไปอย่างราบรื่นและประสบความสำเร็จ
“สุขภาพที่ดี เริ่มต้นที่จานอาหาร”
ข้อมูลอ้างอิง
- Bauer, J. E. (2011). Therapeutic use of fish oils in companion animals. Journal of the American Veterinary Medical Association, 239(11), 1441-1451.
- Case, L. P., Daristotle, L., Hayek, M. G., & Foess, M. G. (2011). Canine and Feline Nutrition: A Resource for Companion Animal Professionals (3rd ed.). Mosby Elsevier.
- Guang, W., Ma, Y., Deng, Y., et al. (2021). The effects of different dietary fiber sources on the gut microbiota and fermentation products in healthy adult dogs. Frontiers in Veterinary Science, 8, 641885.
- Hand, M. S., Thatcher, C. D., Remillard, R. L., Roudebush, P., & Novotny, B. J. (Eds.). (2010). Small Animal Clinical Nutrition (5th ed.). Mark Morris Institute.
- National Research Council (NRC). (2006). Nutrient Requirements of Dogs and Cats. The National Academies Press.





