28 กันยายน วันป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า

หน้าแรก 9 บทความทั่วไป 9 28 กันยายน วันป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า

28 กันยายน วันป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า

บทความทั่วไป, บทความน่ารู้จากคุณหมอ

ดูแลเจ้านายอย่างไร ในวันพิษสุนัขบ้าโลก

โรคพิษสุนัขบ้า (Rabies) เป็นโรคติดต่อระหว่างสัตว์และคนที่เกิดจากเชื้อไวรัสในตระกูล Lyssavirus แม้จะมีวัคซีนที่มีประสิทธิภาพ แต่ทั่วโลกยังมีผู้เสียชีวิตจากโรคนี้ประมาณ 59,000 คนต่อปี และมากกว่า 95% ของผู้ป่วยมีสาเหตุจากการถูกสุนัขที่ติดเชื้อกัด

โรคพิษสุนัขบ้าเป็นโรคที่ หากแสดงอาการแล้วมีอัตราการเสียชีวิตเกือบ 100% แต่สามารถป้องกันได้ 100% การป้องกันจึงต้องอาศัยความร่วมมือจากเจ้าของสัตว์เลี้ยง สัตวแพทย์ หน่วยงานรัฐ ผู้ผลิตอาหารสัตว์ และสังคม ภายใต้แนวคิด One Health เพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย Zero by 30 หรือการกำจัดโรคพิษสุนัขบ้าที่เกิดจากสุนัขให้หมดไปภายในปี 2030

 

โรคพิษสุนัขบ้าเข้าสู่ร่างกายอย่างไร?

เชื้อไวรัสแพร่ผ่าน น้ำลายของสัตว์ที่ติดเชื้อ โดยการกัด ข่วน หรือสัมผัสกับบาดแผลและเยื่อบุ จากนั้นเชื้อจะเข้าสู่ระบบประสาทส่วนปลายและเดินทางไปยังไขสันหลังและสมอง

ระยะฟักตัวในสัตว์เลี้ยงอาจอยู่ตั้งแต่ 2 สัปดาห์จนถึงหลายเดือน ขึ้นอยู่กับตำแหน่งและความรุนแรงของบาดแผล

อาการแบ่งเป็น 3 ระยะ ได้แก่

  • ระยะเริ่มต้น (Prodromal phase): พฤติกรรมเปลี่ยน ซึม หรือหงุดหงิดง่าย
  • ระยะดุร้าย (Furious phase): ก้าวร้าว น้ำลายไหล และไวต่อแสงหรือเสียง
  • ระยะอัมพาต (Paralytic phase): กล้ามเนื้อเป็นอัมพาต กลืนอาหารไม่ได้ และอาจเสียชีวิตจากระบบหายใจล้มเหลว

 

วัคซีน + โภชนาการ เกราะป้องกันสองชั้น

การสร้างภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงไม่ได้อาศัยเพียงการฉีดวัคซีน แต่ยังต้องมี พื้นฐานโภชนาการที่เหมาะสม เพื่อสนับสนุนการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันและการสร้างแอนติบอดี

  1. การสร้างภูมิคุ้มกันด้วยวัคซีน (Active Immunization)
    ควรได้รับวัคซีนตามโปรแกรมที่เหมาะสม
  2. การสนับสนุนภูมิคุ้มกันด้วยโภชนาการ (Nutritional Support)
    สารอาหารสำคัญที่มีบทบาทต่อระบบภูมิคุ้มกัน ได้แก่
  • โปรตีนคุณภาพสูงและกรดอะมิโนจำเป็น เช่น Lysine, Methionine และ Arginine ช่วยสนับสนุนการสร้างเซลล์ภูมิคุ้มกันและแอนติบอดี
  • โอเมก้า-3 (EPA & DHA) ช่วยสนับสนุนสมดุลของระบบภูมิคุ้มกันและลดภาวะอักเสบ
  • พรีไบโอติกส์ (FOS, MOS, Beta-Glucans) ช่วยสนับสนุนการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันที่เกี่ยวข้องกับลำไส้
  • สารต้านอนุมูลอิสระ เช่น วิตามิน E, วิตามิน C, ซีลีเนียม และสังกะสี ช่วยปกป้องเซลล์ภูมิคุ้มกันจากความเสียหายที่เกิดจากอนุมูลอิสระ

โปรแกรมวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า

เจ้าของสัตว์เลี้ยงควรนำสัตว์เลี้ยงเข้ารับวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าตามมาตรฐานดังนี้:

  • เข็มแรก: อายุ 3 เดือน หรือ 12 สัปดาห์
  • เข็มที่สอง: หลังเข็มแรก 1 เดือน
  • ฉีดกระตุ้น: ทุก 1 ปี หรือตามที่กฎหมายกำหนด

 

หากถูกกัดหรือข่วน ต้องทำอย่างไร?

เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน ควรปฏิบัติตามหลัก “ล้างแผล – ใส่ยา – กักโรค – หาหมอ”

  1. ล้างแผล: ล้างด้วยน้ำสะอาดและสบู่อย่างน้อย 15 นาที
  2. ใส่ยา: ทำความสะอาดแผลด้วยโพวิโดนไอโอดีนหรือแอลกอฮอล์ 70%
  3. กักโรค: กักและสังเกตอาการสัตว์ที่กัดเป็นเวลา 10 วัน
  4. หาหมอ: พบแพทย์เพื่อประเมินและรับวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า (PEP) โดยเร็ว

ร่วมกันสู่ Zero by 30

วันพิษสุนัขบ้าโลกจึงไม่ใช่เพียงวันรณรงค์ให้ตระหนักถึงอันตรายของโรค แต่เป็นการเน้นย้ำถึง ความรับผิดชอบร่วมกัน การป้องกันโรคด้วยวัคซีนควบคู่กับการดูแลโภชนาการอย่างเหมาะสม จะช่วยสนับสนุนให้สัตว์เลี้ยงมีภูมิคุ้มกันที่แข็งแรง และเป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือในการมุ่งสู่เป้าหมาย Zero by 30

ผู้เขียน: นายสัตวแพทย์รพีพัฒน์ โพบุคดี

 

 

 

เอกสารอ้างอิง

  1. World Health Organization (WHO). Rabies Fact Sheet & Zero by 30 Strategy.
  2. World Organisation for Animal Health (WOAH). Global Elimination of Dog-mediated Human Rabies.
  3. Global Alliance for Rabies Control (GARC). World Rabies Day Themes & Resources.
  4. World Small Animal Veterinary Association (WSAVA). Vaccination Guidelines for Dogs and Cats.