ดูแลเจ้านายอย่างไร ในวันพิษสุนัขบ้าโลก
โรคพิษสุนัขบ้า (Rabies) เป็นโรคติดต่อระหว่างสัตว์และคนที่เกิดจากเชื้อไวรัสในตระกูล Lyssavirus แม้จะมีวัคซีนที่มีประสิทธิภาพ แต่ทั่วโลกยังมีผู้เสียชีวิตจากโรคนี้ประมาณ 59,000 คนต่อปี และมากกว่า 95% ของผู้ป่วยมีสาเหตุจากการถูกสุนัขที่ติดเชื้อกัด
โรคพิษสุนัขบ้าเป็นโรคที่ หากแสดงอาการแล้วมีอัตราการเสียชีวิตเกือบ 100% แต่สามารถป้องกันได้ 100% การป้องกันจึงต้องอาศัยความร่วมมือจากเจ้าของสัตว์เลี้ยง สัตวแพทย์ หน่วยงานรัฐ ผู้ผลิตอาหารสัตว์ และสังคม ภายใต้แนวคิด One Health เพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย Zero by 30 หรือการกำจัดโรคพิษสุนัขบ้าที่เกิดจากสุนัขให้หมดไปภายในปี 2030
โรคพิษสุนัขบ้าเข้าสู่ร่างกายอย่างไร?
เชื้อไวรัสแพร่ผ่าน น้ำลายของสัตว์ที่ติดเชื้อ โดยการกัด ข่วน หรือสัมผัสกับบาดแผลและเยื่อบุ จากนั้นเชื้อจะเข้าสู่ระบบประสาทส่วนปลายและเดินทางไปยังไขสันหลังและสมอง
ระยะฟักตัวในสัตว์เลี้ยงอาจอยู่ตั้งแต่ 2 สัปดาห์จนถึงหลายเดือน ขึ้นอยู่กับตำแหน่งและความรุนแรงของบาดแผล
อาการแบ่งเป็น 3 ระยะ ได้แก่
- ระยะเริ่มต้น (Prodromal phase): พฤติกรรมเปลี่ยน ซึม หรือหงุดหงิดง่าย
- ระยะดุร้าย (Furious phase): ก้าวร้าว น้ำลายไหล และไวต่อแสงหรือเสียง
- ระยะอัมพาต (Paralytic phase): กล้ามเนื้อเป็นอัมพาต กลืนอาหารไม่ได้ และอาจเสียชีวิตจากระบบหายใจล้มเหลว

วัคซีน + โภชนาการ เกราะป้องกันสองชั้น
การสร้างภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงไม่ได้อาศัยเพียงการฉีดวัคซีน แต่ยังต้องมี พื้นฐานโภชนาการที่เหมาะสม เพื่อสนับสนุนการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันและการสร้างแอนติบอดี
- การสร้างภูมิคุ้มกันด้วยวัคซีน (Active Immunization)
ควรได้รับวัคซีนตามโปรแกรมที่เหมาะสม - การสนับสนุนภูมิคุ้มกันด้วยโภชนาการ (Nutritional Support)
สารอาหารสำคัญที่มีบทบาทต่อระบบภูมิคุ้มกัน ได้แก่
- โปรตีนคุณภาพสูงและกรดอะมิโนจำเป็น เช่น Lysine, Methionine และ Arginine ช่วยสนับสนุนการสร้างเซลล์ภูมิคุ้มกันและแอนติบอดี
- โอเมก้า-3 (EPA & DHA) ช่วยสนับสนุนสมดุลของระบบภูมิคุ้มกันและลดภาวะอักเสบ
- พรีไบโอติกส์ (FOS, MOS, Beta-Glucans) ช่วยสนับสนุนการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันที่เกี่ยวข้องกับลำไส้
- สารต้านอนุมูลอิสระ เช่น วิตามิน E, วิตามิน C, ซีลีเนียม และสังกะสี ช่วยปกป้องเซลล์ภูมิคุ้มกันจากความเสียหายที่เกิดจากอนุมูลอิสระ
โปรแกรมวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า
เจ้าของสัตว์เลี้ยงควรนำสัตว์เลี้ยงเข้ารับวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าตามมาตรฐานดังนี้:
- เข็มแรก: อายุ 3 เดือน หรือ 12 สัปดาห์
- เข็มที่สอง: หลังเข็มแรก 1 เดือน
- ฉีดกระตุ้น: ทุก 1 ปี หรือตามที่กฎหมายกำหนด
หากถูกกัดหรือข่วน ต้องทำอย่างไร?
เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน ควรปฏิบัติตามหลัก “ล้างแผล – ใส่ยา – กักโรค – หาหมอ”
- ล้างแผล: ล้างด้วยน้ำสะอาดและสบู่อย่างน้อย 15 นาที
- ใส่ยา: ทำความสะอาดแผลด้วยโพวิโดนไอโอดีนหรือแอลกอฮอล์ 70%
- กักโรค: กักและสังเกตอาการสัตว์ที่กัดเป็นเวลา 10 วัน
- หาหมอ: พบแพทย์เพื่อประเมินและรับวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า (PEP) โดยเร็ว


ร่วมกันสู่ Zero by 30
วันพิษสุนัขบ้าโลกจึงไม่ใช่เพียงวันรณรงค์ให้ตระหนักถึงอันตรายของโรค แต่เป็นการเน้นย้ำถึง ความรับผิดชอบร่วมกัน การป้องกันโรคด้วยวัคซีนควบคู่กับการดูแลโภชนาการอย่างเหมาะสม จะช่วยสนับสนุนให้สัตว์เลี้ยงมีภูมิคุ้มกันที่แข็งแรง และเป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือในการมุ่งสู่เป้าหมาย Zero by 30
ผู้เขียน: นายสัตวแพทย์รพีพัฒน์ โพบุคดี
เอกสารอ้างอิง
- World Health Organization (WHO). Rabies Fact Sheet & Zero by 30 Strategy.
- World Organisation for Animal Health (WOAH). Global Elimination of Dog-mediated Human Rabies.
- Global Alliance for Rabies Control (GARC). World Rabies Day Themes & Resources.
- World Small Animal Veterinary Association (WSAVA). Vaccination Guidelines for Dogs and Cats.





